เมื่อกลอนกวนๆ โดนโจมตี

poem

สำหรับคนที่เคยได้ยินบทกลอนกวนๆ มาก่อนคงพอจะทราบดีว่าบางทีกลอนกวนๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้มีความหมายหรือความสลักสำคัญอะไรเลย บางครั้งจะออกแนวทะลึ่งตึงตังเสียด้วยซ้ำแต่เชื่อไหมครับว่าเจ้ากลอนกวนๆ เหล่านี้นี่แหละช่วยให้ริมฝีปากของเราแอบมีรอยยิ้มได้โดยอัตโนมัติหลังจากที่อ่านจบซึ่งผมเองเชื่อว่าทุกคนที่เคยได้ได้อ่านกลอนประเภทนี้ก็คงเป็นเช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกันก็มีส.ว. (ผู้สูงวัย) บางท่านที่ไม่เคยได้ยินกลอนกวนๆ แบบนี้มาก่อนและมาได้ยินเป็นครั้งแรกต่างก็ติเตียนว่าเป็นกลอนที่ทำให้ภาษาวิบัติบ้าง ทำให้วัฒนธรรมและเอกลัษณ์อันดีของไทยเสื่อมเสียบ้างซึ่งในความคิดของผมนั้นผมเองก็ยังไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าเสื่อมเสียหรือเสียหายตรงไหนเพราะหากเรามองย้อนไปให้ให้ดีจะเห็นว่ากลอนกวนๆ หรือบทกวีสองแง่สองง่ามนั้นมันมีมาแต่ช้านานแล้วครับซึ่งเท่าที่สืบสาวเอาความได้ก็โน่นเลยสมัยศรีปราชญ์แห่งกรุงศรีอยุธยาและหากร่นเข้ามาให้ใกล้ตัวเข้าไปอีกก็คือในยุคของสุนทรภู่หากเพียงแต่สิ่งที่นำเสนอออกมานั้นเป็นบทกลอนหรือบทกวีในด้านดี เลิศหรู เป็นส่วนใหญ่นั่นเองจึงทำให้หลายคนมองว่าถ้าเป็นบทกวีหรือบทกลอนแล้วต้องพูดแต่เรื่องที่ดีมีคุณธรรมเท่านั้น
จริงๆ แล้วนั้นบทกวีจะดีหรือไม่ดีนักปราชญ์ทั้งหลายไมได้ดูถึงความหมายสักเท่าไหร่นักหากแต่เขามองถึงความไพเราะ และทำนองในภาษา ที่เกิดขึ้นต่างหากดังนั้นอย่าเข้าใจผิดกันครับ

Share this post:

Recent Posts

Comments are closed.